วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความประทับใจในวัดปทุมวดี

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชม วัดปทุมวดีในกรุงพนมเป็ญในวันที่ 3 ของการพักอาศัยในกรุงพนมเป็ญ วันนั้นเองทีมงานของพวกเราก็ได้แวะเยี่ยมชมวัดพนมโดนเป็ญในตอนเช้า โดยได้มีพระภิกษุจำนวน 2 รูปได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์พาพวกเราเที่ยวชมในเช้านี้

จาก Cambodia_Trip


จุดนัดพบของทีมงานเราคือที่นาฬิกาไฟฟ้าขนาดยักษ์ อันเป็นนาฬิกาที่ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวเดินเครื่อง นาฬิกานี้มีความน่าสนใจคือเป็นนาฬิกาที่สร้างในครั้งที่ชาวฝรั่งเศสได้ยึดครองกัมพูชาเป็นอาณานิคม ภายในตัวเรือนหน้าปัดตกแต่งด้วยต้นไม้ ดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นสวนหย่อม
จาก Cambodia_Trip


มัคคุเทศก์จำเป็น(พระภิกษุจำนวน 2รูป) ได้พาทีมงานของเราขึ้นไปชมข้างบนของตัวปรางค์ของวัด การขึ้นไปข้างบนนี้ต้องขึ้นบันไดหลายชั้นหลายขั้นทีเดียว กว่าจะขึ้นได้ทีมงานของเราก็ถึงกับหอบไปตาม ๆ กัน เนื่องจากว่าในชีวิตประจำวันขาดการออกกำลังกายนั่นเอง เมื่อขึ้นไปถึงห้องโถงสักการะบูชาแล้ว ทีมงานของเราก็เข้าไปกราบไหว้รูปเคารพของคุณยายเป็ญ ขณะที่กำลังกราบไหว้สักการะอยู่นั้น ข้าพเจ้ามีความปลื้มปีติยินดีเป็นยิ่งนัก ข้าพเจ้าอธิษฐานจิตถึงคุณยายเป็ญเป็นภาษาเขมรว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนเขมรสุรินทร์ มีโอกาสได้มาเคารพสักการะคุณยายแล้ว ขอให้คุณยายช่วยปกป้องคุ้มครองข้าพเจ้าและทีมงานของพวกเราด้วย"
สิ้นเสียงคำอธิษฐานจิตใจของข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นและเป็นสุขอย่างยิ่งเสมือนว่าคุณยายได้รับรู้ในสิ่งที่ข้าพเจ้าอธิษฐานแล้ว ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานถึงคุณยายอีกครั้งจากห้วงลึกของหัวใจในขณะนี้ว่า "ข้าพเจ้าจะต้องหาโอกาสไปเคารพสักการะคุรยายอีกหลาย ๆ ครั้งในชีวิต"

เสร็จจากแสดงความเคารพสักการะคุณยายเป็ญ มัคคุเทศก์จำเป็นพาทีมงานของเราไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในวัดแห่งนี้ พวกเราได้เดินชมสิ่งที่จัดแสดงมากมายแต่ที่ข้าพเจ้าประทับใจคือ รูปปั้นเหตุการณ์จำลองของกรุงพนมเป็ญในครั้งที่เขมรแดงเข้ายึดครองเมือง
ข้าพเจ้ามองดูรูปปั้นเหตุการณ์จำลองนี้ให้รู้สึกเศร้าสลดใจเป็นยิ่งนัก ประชาชนทุกหย่อมหญ้าต่างได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส มีหลายรายที่ต้องเอาชีวิตมาสังเวยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้แต่อธิษฐานจิตว่า "ขอให้เหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ อย่าได้บังเกิดขึ้นอีกเลย"
จาก Cambodia_Trip

เมื่อเดินชมพิพิธภัณฑ์จนหมดทุกสิ่งที่นำเสนอแล้ว ทีมงานของเราก็เดินมาพบกันที่จุดเริ่มต้นคือนาฬิกายักษ์นั่นเอง เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ทีมงานของเราจึงเดินทางไปที่วัดปทุมวดี อันเป็นวัดที่พระสงฆ์จากกัมพูชากรอมได้จำพรรษาเพื่อศึกษาหลักธรรม คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและศึกษาในส่วนของวิชาความรู้ทางโลก

ทันทีที่ทีมงานของเรามาถึงพระสงฆ์และศิษย์วัดทั้งหลายต่างมาต้อนรับ เท่าที่ข้าพเจ้านับด้วยสายตานั้นน่าจะมีพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ในกุฏิแห่งนี้ประมาณ 30 กว่ารูป มีศิษย์วัด ประมาณ 10-15 คน ทีมงานของเราไปถึงในขณะที่เป็นเวลาฉันเพล พวกเราได้รับเกียรติให้ไปร่วมในขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันเพลด้วย มีสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหาชมได้เลยในเมืองไทยคือขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารอยู่นั้นบรรดาศิษย์วัดทั้งหลายจะสวดทำวัดเที่ยงเป็นภาษาบาลี-สันสกฤต แปลเป็นภาษาเขมร เสียงสวดก้องกังวานไปทั่ว ฟังแล้วรู้สึกมีความสงบร่มเย็นในหัวใจยิ่งนัก ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในเสียงสวดไม่หายแม้กระทั่งจนบัดนี้ ปกติเคยเห็นแต่พระสงฆ์สวดให้ญาติโยมฟัง แต่คราวนี้ลูกสิษย์วัดสดมนต์ให้พระสงฆ์ฟัง น่าประทับใจจริง ๆ ถือเป็นความรู้ใหม่และประสบการณ์ใหม่ของข้าพเจ้าเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กุหลาบไพลิน

ข้าพเจ้ามีโอกาสอ่านหนังสือภาษาเขมรหลายเรื่องและภูมิใจว่าตนเองสามารถที่จะอ่านหนังสือที่เขียนด้วยภาษาแม่ของตนเองได้ ข้าพเจ้าจึงขอใช้เวทีแห่งนี้ในการเล่าถึงเนื้อหาและรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ไว้เพื่อเป็นการแบ่งปันแนวคิดต่างๆ ที่ตนเองมีต่อหนังสือนั้น ๆ วันนี้ข้าพเจ้าขอหยิบยกหนังสือเล่มหนึ่งมาเล่าให้ฟัง หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมประเภท นวนิยายขนาดสั้น มีชื่อเรื่องว่า "กุหลาบไพลิน" ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ "ญอก แธม"(ต้องขออภัยหากการถ่ายทอดชื่อเป็นภาษาไทยมีความผิดพลาด) ข้าพเจ้าขอนำรายละเอียดมานำเสนอดังต่อไปนี้

1. "กุหลาบไพลิน" เป็นนวนิยายขนาดสั้น ฉบับกระเป๋า จำนวน 94 หน้า
2. เนื้อเรื่องย่อ
ชายหนุ่มกำพร้านามว่า "จิตร" ได้เดินทางไปทำงานเป็นกรรมกรที่เหมืองพลอยแห่งหนึ่งในเมืองไพลิน อันเป็นเหมืองของขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง และในการมาทำงานที่นี่นี้เองทำให้เขาได้พบรักกับ "นารี" หญิงสาวผู้เป็นลูกของเจ้าของเหมืองพลอย ด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน ในยามที่ผ่านความยากลำบากมาทำให้ทั้งสองเกิดมีจิตปฏิพัทรต่อกัน และเผยความในใจให้รับรู้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์แห่งความเป็นความตายนั้น ชายหนุ่มแอบหลงรักหญิงสาวตั้งแต่แรกเห็นแต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนต่ำต้อยด้อยวาสนาจึงทำให้ไม่อาจเผยใจตนเองให้หญิงสาวรับรู้ได้ แต่เมื่อเหตุการณ์เลวร้ายมาถึงวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นชายหนุ่มจึงเผยความในใจของตนเองออกมา หญิงสาวก็เช่นกันเธอได้ยอมรับไมตรีจากชายหนุ่มและเผยความในใจของตนเองให้ชายหนุ่มได้รับรู้ ต่อมาทั้งสองก็ต้องพบกับเหตุการณ์เลวร้ายอีกครั้งหนึ่งและก็ผ่านมาด้วยดี ในตอนท้ายของเรื่องนั้นทั้งสองก็ได้ตกลงแต่งงานกันและและอยู่ร่วมชีวิตคู่อย่างมีความสุข
3. การวางโครงเรื่องและการดำเนินเรื่อง
"กุหลาบไพลิน" เปิดเรื่องด้วยการกล่าวถึงบรรยากาศล้อมรอบบ้านหลังเก่าของตัวเอกของเรื่อง เปิดฉากด้วย การบรรยายถึงแสงสีทองของพระอาทิตย์ที่ทอแสงตอนกลางวันและบรรยายช่วงเวลายามราตรีโดยมีแสงเงินของพระจันทร์ได้ทอประกายแสงนวลส่องมากระทบหลังคาบ้านและสาดส่องเข้าไปในตัวบ้านหลังเก่าของตัวเอกของเรื่อง บรรยากาศภายในบ้านหลังเก่าอันเป็นรูปแบบบ้านโบราณของชาวเขมรที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กสาดส่องเพื่อไล่ความมืด ปรากฏภาพชายชรานอนป่วยด้วยโรคชราที่กำลังรอคอยมัจจุราชจะมารับตัวไป ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ ชายผู้เป็นพ่อด้วยแววตาแห่งความวิตกกังวล เขานอนเฝ้าผู้เป็นพ่อมาหลายคืนแล้ว ผู้เป็นพ่อก็รับรู้ถึงความวิตกกังวลของผู้เป็นลูกเช่นเดียวกัน ชายชราได้พร่ำสอน สั่งเสียลูกชายมากมายเท่าที่จะมีพละกำลังจะพูดจาได้ และแล้วมัจจุราชก็มาพรากพ่อของชายหนุ่มไปอย่างไม่มีวันกลับ เสร็จจากงานศพของพ่อ ชายหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้าง อ้างว้างเดียวดายไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ญาติสนิทมิตรสหายที่พอพึ่งพาอาศัยกันก็ไม่มี เขารู้สึกว่าเหมือนตนเองอยู่ในโลกกว้างอย่างเดียวดาย
ชีวิตของชายหนุ่มได้รับความช่วยเหลือจากหมอที่เป็นผู้รักษาพ่อก่อนตาย หมอผู้นี้แนะนำให้เขาไปทำงานที่เหมืองพลอยในจังหวัดไพลิน ชายหนุ่มตกลงเดินทางไปทำงานที่เหมืองแห่งนี้ และด้วยความขยันขันแข็ง ความฉลาดปราดเปรียว และความซื่อสัตย์ของเขา ทำให้เจ้าของเหมืองมีความรักความเมตตาต่อเขาเป็นอย่างมาก ณ สถานที่แห่งนี้นี่เองที่ทำให้ชายหนุ่มได้พบรักกับนางเอก ทั้งสองผ่านวินาทีแห่งความลำบากมาด้วยกันถึงสองครั้ง และในที่สุดทั้งสองก็สมหวังในรัก
การวางโครงเรื่องในลักษณะนี้เป็นการเล่าเรื่องในรูปแบบของการเล่าเหตุการณ์ตามลำดับ ไม่มีผู้ใดเป็นคนเล่าเรื่องแต่ให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวจากการดำเนินเรื่องตามลำดับเหตุการณ์เอง ลักษณะข้อขัดแย้งในเรื่องมีจำนวน 2 ที่คือ ในตอนที่ตัวเอกของเรื่องรู้ว่าตนเองแอบหลงรักนางเอกเข้าให้แล้วแต่พยายามตัดใจและเจียมใจในความต่ำต้อยด้อยวาสนาของตนเองไม่อาจที่จะอาจเอื้อมหัวใจของนางเอกมาครอบครองได้ ในตอนนี้นี่เองที่ผู้แต่งได้บรรยายถึงถ้อยคำของชายหนุ่มโดยใช้สำนวนเปรียบเทียบตนเองกับนางเอกว่า " ตัวเตี้ยอย่าอาจเอื้อมโน้มกิ่งไม้ มือสั้นอย่าพยายามโอบกอดภูเขาอันใหญ่กว้าง" ถ้อยคำสำนวนนี้มีคุณค่าในความงามในเชิงเปรียบเทียบเป็นอย่างมาก หากได้อ่านเป็นภาษาเขมรแล้วจะรู้สึกถึงความงดงามของรสแห่งถ้อยคำและรสความเป็นอย่างยิ่ง ข้อขัดแย้งที่สองคือ นางเอกนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หมายปองผูกสมัครรักไคร่ในตัวนางอยู่แล้ว ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติและยศถาบรรดาศักดิ์ เขามีนามว่าอย่างไรไม่ปรากฏชัดแต่ผู้แต่งเรียกชื่อเขาว่า"ท่านปลัด" ชายหนุ่มผู้นี้เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความขัดแย้งในเรื่อง เขาเป็นผู้ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ลุ้นว่านางเอกและพระเอกจะสมหวังในรักได้อย่างไรในเมื่อพระเอกและนางเอกมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่แล้วด้วยความดีและความกล้าหาญของชายหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเรื่องและความเลวร้ายของ "ท่านปลัด" ทำให้การจบเรื่องคลี่คลายได้อย่างเหมาะเจาะสมเหตุสมผลในรักโดยผู้อ่านไม่มีข้อสงสัยหรือกังขาในการดำเนินเรื่องแต่อย่างใด
4. ฉาก
ฉากในเรื่องที่สำคัญคือฉากในตอนเปิดเรื่องเป็นการพรรณนาถึงความงดงามของพระอาทิตย์และพระจันทร์ทอแสงส่องมากระทบตัวบ้านตัวเอกของเรื่อง บรรยากาศในตัวบ้าน ผู้แต่งสามารถที่จะบรรยายภาพได้อย่างชัดเจนจนทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ยิ่งอ่านเนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นภาษาเขมรแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกว่าผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในบรรยากาศของเนื้อเรื่องเลยทีเดียว
ฉากที่สำคัญอีกฉากหนึ่งคือฉากในบริเวณสวนที่บ้านพักของตัวเอกของเรื่อง มีการบรรยายถึงความงามของแสงจันทร์ที่ทอประกายในยามราตรี ลมพัดแผ่ว ๆ เย็นยะเยือก จนให้คิดถึงบรรยากาศแห่งความเหงาที่มาเกาะกุมจิตใจชายหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง
ฉากที่สำคัญที่จะขอนำมาหยิบยกอีกฉากคือฉากในตอนที่รถยนต์ของหลวงรัตนสมบัติที่เจ้าของรถ พร้อมด้วยผู้โดยสารมาด้วยคือนารีผู้เป็นนางเอกของเรื่อง และท่านปลัด เสียระหว่างการทางกลับบ้านจากเมืองพระตะบองถึงเมืองไพลินโดยผู้ที่ขับรถยนต์คันนี้คือตัวเอกของเรื่องนั่นเอง บรรยากาศยามดึกสงัด หนุ่มสาวนั่งพรำรำพันรักกัน และฉากการต่อสู้อันกล้าหาญของชายหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับว่าตนเองได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แห่งความเป็นความตายนั้นเลยทีเดียว
5. ตัวละคร
ตัวละครเอกของเรื่องที่สำคัญคือตัวเอกของเรื่องคือชายหนุ่มผู้มีนามว่า "จิตร" หญิงสาวผู้เป็นนางเอกผู้มีนามว่า "นารี" และตัวละครที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ " ท่านปลัด"
ลักษณะนิสัยของ "จิตร" ผู้เป็นตัวเอกของเรื่องคือ เป็นชายหนุ่มกำพร้า ต้องระเหเร่รอนไปอาศัยอยู่ต่างเมือง เขาเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างของพระเอกคืออุดมด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ ความสามารถและที่สำคัญมีความกล้าหาญกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องนางผู้เป็นที่รัก ตัวเอกของเรื่องเป็นแบบฉบับของผู้ชายในอุดมคติที่เป็นที่โหยหาในชีวิตจริงของผู้คนในทุกยุคทุกสมัย เขาผู้มีความกล้าหาญและในขณะเดียวกันก็แฝงความอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อยไว้ในตัวได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว
"นารี" หญิงสาวผู้เป็นนางเอกของเรื่อง นางเป็นหญิงสาวที่อุดมด้วยรูปสมบัติ และทรัพย์สมบัติ นิสัยใจคอของนางนั้นเป็นผู้หญิงที่ไว้ตัวและค่อนข้างมองคนที่ตำต้อยกว่าด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อยแต่พองามแต่เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับตัวเอกของเรื่องพฤติกรรมดังกล่าวก็หายไปจนหมดสิ้น มีแต่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อชายหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง ผู้แต่งได้ถ่ายทอดลักษณะนิสัยใจคอของนางเอกโดยมีความสมจริงตามแบบฉบับของหญิงสาวผู้เป็นลูกสาวคนเดียวผู้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์
"ท่านปลัด" ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และยศถาบรรดาศักดิ์ อันเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวละครที่มาสร้างความขัดแย้งในเรื่อง ตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่ทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันชวนติดตามและเป็นตัวละครที่นำมาเป็นตัวสร้างความชัดเจนในรักแท้ที่พระเอกมีต่อนางเอก
6. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ สภาพการต่อสู้ชีวิตของชายหนุ่มที่อาศัยการพึ่งพาตนเอง ทำมาหากินด้วยความขยัน อดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากและที่สำคัญเขาเป็นตัวแทนของผู้ที่ทำดีความดี เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้วทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต "ชีวิตของคนเราไม่ได้รอยด้วยกลีบกุหลาบ" หากมีวันใดท้อแท้ก็จงใช้รูปแบบการดำเนินชีวิตของตัวเอกของเรื่องเป็นสิ่งที่ส่งเสริมกำลังใจให้สามารถดำรงอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข

สำหรับนวนิยายเรื่อง "กุหลาบไพลิน" นั้นข้าพเจ้าขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ หากท่านใดมีข้อคิดเห็นอย่างไรได้โปรดรีบเสนอมาที่ข้าพเจ้าได้ทันทีและได้โปรดอย่างรั้งรอแม้แต่ชั่วขณะจิตเดียว ข้าพเจ้าขอน้อมรับด้วยความรักและความเคารพอย่างสูงสุดหามีสิ่งใดเสมอเหมือนได้
ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณอย่างสูงสุดถึงท่านผู้แต่งนวนิยายอันทรงคุณค่านี้ อาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาภาษาเขมรแก่ข้าพเจ้า อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาคอมพิวเตอร์แก่ข้าพเจ้าและท้ายที่สุดขอขอบคุณเจ้าของหนังสือเล่มนี้ที่กรุณาให้ข้าพเจ้าได้ยืมหนังสืออันทรงคุณค่ามาอ่านและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนแนวคิดต่าง ๆ กับท่านผู้อ่านในครั้งนี้

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จากช่องจอมสู่พนมเป็ญ

เขียนบรรยายข้างบนภาพ



เขียนบรรยายข้างล่างภาพ

ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปประเทศกัมพูชาในครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วในรอบปีนี้ คือครั้งแรกได้ออกเดินทางไปถึงแค่เสียมเรียบ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา การไปในครั้งนั้นนับเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากทีเดียวเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสออกจากบ้านไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไป จะว่าไปแล้วในชีวิตของข้าพเจ้านั้นมีสถานที่ที่มาเกี่ยวข้องอยู่สองที่คือ บ้านและที่ทำงานเท่านั้น ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นชีวิตที่เรียบง่ายเรียนจบปริญญาตรีด้านครูแล้วก็ได้ทำงานเป็นครู แต่งงานมีครอบครัว ชีวิตในรูปแบบนี้ค่อนข้างจะจำเจและมีความต่อเนื่องมาเกือบสิบปีแล้ว ชีวิตเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงบ้างตั้งแต่ได้มีโอกาสเรียนภาษาเขมรที่โรงเรียนสอนภาษาเขมรบ้านปราสาทภูมิโปน ความคิดในตอนนั้นก็คือตนเองเป็นคนสนใจเรื่องภาษาอยู่แล้ว ไม่ว่าภาษาอะไรก็สนใจทั้งนั้น และที่สำคัญภาษาเขมรเป็นภาษาเขมรของตนเองด้วยแล้วยิ่งสนใจใหญ่เพราะเคยผิดหวังไปรอบหนึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเรียนภาษาเขมรแต่ไม่ได้อะไรตามที่ต้องการ เมื่อมีโอกาสเรียนภาษาเขมรจึงเป็นสิ่งที่ตรงใจตนเองมาก แต่มีปัญหาอยู่ว่าอาจารย์ค่อนข้างดุ เกรงว่าจะเรียนไม่ทันคนอื่น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงยืนหยัดเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงเรียนอยู่แม้ว่านักเรียนหลายคนจะถอดใจเลิกเรียนไปหลายรายก็ตาม
การเรียนภาษาเขมรนั้นทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาและร่วมงานกับสถาบันต่าง ๆมากมายทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง และที่สำคัญความภูมิใจในระดับหนึ่งของข้าพเจ้าคือการได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศกัมพูชาอันเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดสนิทสนมมานานแสนนาน ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปถึงเสียมเรียบนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยปราสาทโบราณมากมาย บรรพบุรุษชาวเขมรของเราช่างมีศักดานุภาพที่ยิ่งใหญ่สุดจะมีใครมาเทียบเทียมได้ ข้าพเจ้าชอบปราสาทนครวัดเพราะเป็นปราสาทที่เป็นหนึ่งในเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ข้าพเจ้าหลงใหลในความงามของภาพจำหลักที่ได้จำหลักไว้ในตัวปราสาท ข้าพเจ้างุนงงและครุ่นคิดอยู่ทุกขณะจิตว่าคนเรามีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ สิ่งปลูกสร้างที่มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล มีการวางผังและรูปแบบที่ลงตัวและเหมาะเจาะ ข้าพเจ้าชอบสระน้ำใหญ่ที่ล้อมรอบตัวปราสาท น้ำใสสะอาด ส่องประกายระยิบระยับหยอกเย้ากับแสงพระอาทิตย์ในยามเช้า ลมรำเพยแผ่วพลิ้วมากระทบผิวกาย ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองกำลังเดินอยู่ในสถานที่สักแห่งที่ไม่ใช่บนโลกมนุษย์ การไปในครั้งนั้นข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมปราสาทมากมายแต่ปราสาทที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุดคือ ปราสาทนครวัดนั่นเอง
การไปประเทศกัมพูชาในครั้งนี้ไปถึงเสียมเรียบเช่นกันแต่ไม่ได้ไปแวะชมปราสาทต่าง ๆ อีกเพราะมีภาระงานต้องไปทำให้ลุล่วงที่พนมเป็ญ ทันทีที่ไปถึงพนมเป็ญข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเมืองนี้ช่างเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยรถจักรยานยนต์และจักรยาน ข้าพเจ้านั่งรถรถจักรยานยนต์รับจ้างไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในขณะที่นั่งรถนั้นข้าพเจ้ากลัวถูกรถจักรยานยนต์คันอื่น ๆ จะมาชนเอาเพราะเขาขับขี่เบียดเสียดกันอย่างน่าหวาดเสียว ข้าพเจ้าเคยอยู่แต่ในหมู่บ้านตนเองที่เดินทางไปไหนมาไหนตามถนนโล่ง ๆ เมื่อมาเห็นสภาพการจราจรแบบนี้จึงค่อนข้างกลัวมากแต่ก็ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาทำให้การเดินทางของข้าพเจ้าหยุดชะงัก ข้าพเจ้ามีโอกาสไปหลายสถานที่ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง วัดพนมโดนเป็ญ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และวัดปทุมวดี การได้มีโอกาสไปประเทศกัมพูชาในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นความอบอุ่นที่เราโหยหาเพราะรู้สึกว่าเสมือนเป็นบ้านของตนเอง เราพูดภาษาเดียวกัน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงกัน ทุกคนที่ข้าพเจ้าได้รู้จักต่างมีน้ำใจไมตรีที่ดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะบอกเขาเหล่านั้นว่าขอบคุณมาก หากวันใดข้าพเจ้ามีโอกาสจะไปเยี่ยมเยียนกัมพูชาอีก ข้าพเจ้าจะไม่ลืมที่จะไปพบปะพวกเขาเหล่านั้นอีก ข้าพเจ้ายังเก็บความอบอุ่นและประทับใจนั้นอยู่ในห้วงหัวใจอยู่ตลอดเวลา